จู่ๆฝนก็ตกแบบฟ้ารั่ว เสียงฝนตกดิ่งจากฟากฟ้าสีทะมึนสู่พื้นคอนกรีตดังเหมือนอยู่ใกล้น้ำตกขนาดใหญ่ ฟังแล้วคิดถึงที่ที่หนึ่งที่เราไม่ได้ไปนาน คิดถึงน้ำตกปาโจในจังหวัดนราธิวาส คิดถึงเฟิร์นสีเขียวอ่อนจัด คิดถึงต้นไม้ลำต้นอวบใหญ่คนโอบไม่ถึง คิดถึงหินสีน้ำตาลเข้มที่นั่งสมาธินิ่งกลางสายน้ำ น้ำในน้ำตกทั้งเย็นจัดทั้งใสแจ๋ว ตรงกลางซอกหินมีน้ำขังตื้นๆ ปลาตัวเล็กสีน้ำตาลอ่อนใสว่ายไปมา คิดถึงรอยยิ้มของเด็กๆที่นู่น ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมตัวน้อยๆที่เคร่งครัดต่อกฏของอิสลามมากอย่างเต็มใจ เห็นตัวเล็กๆกันแบบนี้ ตื่นตีห้ามาละหมาดกันทุกคนไม่มีใครงอแงเลยสักคนเดียว ทุกเช้ามืด พวกเขาจะสวดมนต์กลางศาลาในอุทยานแห่งชาติสุไหงปาดีที่ร่วมจัดแคมป์เพื่ออนุรักษ์นกเงือกกับมหาวิทยาลัยมหิดล เด็กๆถึงจะเล็กแค่ไหนก็ตั้งใจทำละหมาดท่ามกลางแสงไฟนีออนสีขาวบนเพดานศาลาที่ถูกล้อมรอบด้วยความมืดและเงียบสงัดก่อนรุ่งอรุณจะเหยียดกายแทรกสู่นภาสีดำ

ก่อนหน้านี้เราไม่เคยไปเที่ยวป่าภาคใต้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีหลังๆมานี้ที่มีการก่อการร้ายชุกชุมในภาคใต้ โจรโหดร้าย ฆ่าตัดศีรษะคุณครูผู้บริสุทธิ์ ดักยิงพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ฆ่าพระระหว่างออกบิณฑบาตร ทหารและตำรวจถูกจับไปทารุณ ชาวสวนโดนลอบฆ่าและตัดหัวระหว่างกรีดยางตอนเช้ามืด แผ่นดินใต้ชุ่มนองไปด้วยเลือด ไม่มีใครกล้าไปปักษ์ใต้ของเราอีกแล้ว 

แต่ท่ามกลางกำแพงและถนนเปรอะเลือดและโรงเรียนเงียบร้างเพราะรัฐฯประกาศปิดชั่วคราวเพื่อสวัสดิภาพของครูและนักเรียนอย่างไม่มีกำหนดในดินแดนใต้นี้ ยังมีสิ่งที่เรียกว่าความดีงามอยู่ ชาวบ้านทุกคนใจดีมากๆ เด็กๆก็ยังคงมีหัวใจของเด็กอยู่ เสียงหัวเราะสดใสของพวกเขาสามารถพาจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ฟังขึ้นไปยังสวรรค์ได้ ที่แห่งนั้นคงจะมีปักษาสีสดมากมาย มีท้องฟ้าสีครามกับเมฆสีขาวปุกปุยลอยฟ่องไปมาอย่างอารมณ์ดี ต้นไม้ใหญ่อายุกว่าร้อยปีให้ร่มเงา อุทิศมอบชีวิตแด่ทุกสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง

ในความทรงจำแห่งช่วงเวลาอยู่บนสวรรค์นั้น เด็กๆวิ่งเล่นกรี๊ดกร๊าดในลำธารสายเล็กๆที่บรรจุน้ำป่าใสเย็น เด็กผู้ชายแก่นๆหน่อยจะท้าทายเพื่อนให้แข่งกับตนว่าใครจะกางขาและต้านแรงน้ำได้เก่งที่สุด ส่วนเด็กหญิงมุสลิมจะค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งบนโขดหินริมลำธาร เอามือกวักน้ำเล่นอย่างกระมิ๊ดกระเมี๊ยนเรียบร้อย ใบหน้าที่ฉายสว่างออกมาจากผ้าคลุมศีรษะงามงดเปล่งปลั่ง เป็นความงามแบบไร้เดียงสาและระวังตน เด็กผู้หญิงชาวมุสลิมจะมีข้อห้ามและสิ่งที่ต้องพึงปฏิบัติมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการแสดงออก หาแต่ไม่ไร้ความเป็นมิตร ยามต้องเดินสวนกันทีไร พวกเธอจะสบตาและส่งรอยยิ้มอายๆให้ทุกครั้ง

ต่างกับเด็กผู้ชายที่ว่างทีไรเป็นต้องรีบพากันชวนมาดูคนแปลกถิ่นอย่างไม่อายใคร พากันจ้องมองการแต่งตัวและของพิศดารที่พวกเราเอามาด้วย พวกเขาตื่นเต้นกับไอพอด มือถือ กล้องถ่ายรูป ไม่ใช่ว่าพวกเขาป่าเถื่อนเสียจนไม่รู้จักเทคโนโลยี เพียงแต่ว่าชีวิตที่เรียบง่ายของพวกเขาเรียกร้องความทันสมัยน้อยจริงๆ

เด็กๆที่นี่ใส่เสื้อผ้าเรียบๆ บางตัวก็เก่าจนมีรูหรือรอยเปรอะเปื้อนบ้าง แต่ดูพวกเขาจะไม่เดือดร้อนอะไร ชีวิตมีพอแล้วทุกอย่าง ยอดผักใบหญ้ามันฝรั่งเนื้อสัตว์และปลาคืออาหารที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก บางทีก็ออกเดินไปหลังบ้าน เด็ดยอดผักมาทำแกงกินก็อิ่มอร่อยสบายแล้ว น้ำก็เอาจากลำธารป่านั่นแหละ เผลอๆจะสะอาดกว่าน้ำประปาของเราชาวกรุงเสียอีก ยามว่างหลังโรงเรียนเลิก น้ำตก ป่าเขา และทุ่งว่างคือสนามเด็กเล่นที่น่าอิจฉา

ตอนนั้นที่เราไปเล่นน้ำตก เด็กผู้ชายแก่นๆห้าหกคนกระตือรือล้นอาสานำทางและปกป้องอารักขาพวกเรา พี่ต้องเดินตรงนี้นะ ระวังตรงนี้นะ มันลื่น หินนี่มันลื่น เด็กๆเตือนเป็นภาษาไทยตะกุกตะกัก ต้องนับว่าพวกเขาจริงจังกับการปกป้องดูแลอาคันตุกะจริงๆ ใบหน้าเคร่งเครียดพลางคิดคำนวณเส้นทาง มีการส่งพลเพื่อนไปลองยืนบนหินก้อนนู้นก้อนนี้เพื่อทดสอบก่อนอนุญาติให้พวกเราเหยียบได้ ความไร้เดียงสากับน้ำใจที่ใสซื่อแบบนี้ทั้งน่าขันและทั้งน่าเอ็นดู อาคันตุกะเลยได้แต่อมยิ้มกลั้วะหัวเราะตลอดทาง หัวใจก็พองโตด้วยสุขจากน้ำใจที่ไหลล้นจากดวงจิตเล็กๆมายังพวกเรา

ศิลปินโปรดของเด็กโจ๋ขาซ่าส์ประจำกลุ่มคือวงแคลช ร้องได้เกือบทุกเพลง เป็นการร้องเพลงไทยสำเนียงแปร่งๆ การออกเสียงอาจจะไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์แต่รับรองได้ว่าลีลาการแสดงออกอารมณ์นี่เกินร้อยแน่นอน มีการหลับตาทำหน้าตาบิดเบี้ยวคล้ายกำลังคั้นอารมณ์ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเพื่อการแสดงสดในครั้งนี้ คาราบาวก็นี่ก็ฮิตประจำกลุ่มเช่นกัน แม้จะร้องได้แต่ท่อนฮุค "บัวลอยไอ้เพื่อนยากทำไมจากข้าเร็วเกินไป บัวลอยไปอยู่ที่ไหน ใครรู้บ้างไหม..." ที่เหลือก็มุมมิบตามทำนองไปเรื่อย จวบจนมาบรรจบกับท่อนฮุคนี่แหละ สักสี่เสียงจะตะเบ็งขึ้นมาพร้อมกันให้ครื้นเครง

ร้องรำทำเพลงจบก็ชวนกันไปเล่นบาส เด็กๆพวกนี้น่าอิจฉา ฉันคิด ความศิวิไลส์ของเมืองหลวงทำให้เด็กกรุงอย่างพวกเราต้องเล่นกับจอสี่เหลี่ยมเสียบปลั๊ก ไม่ก็เดินเล่น ซื้อวัตถุ กินอาหารราคาแพงระยับในห้างติดแอร์ เหงาๆก็ต่อเน็ทเล่นเกม แชท อ่านข่าวนินทาดารา สมัยนี้ข่าวบันเทิงจะโอ้อวดประโลมโลกีย์กันแต่เรื่องเดียว ใครจะมีเต้านมใหญ่กว่ากัน ใครจะมีเพศสัมพันธ์กับใคร และเรื่องคาวๆฉาวๆที่นักข่าวกับนิตยสารทำเงินได้มหาศาล ช่างน่าเบื่อ สนุกเท่ากับป่าเขาและลำธารไม่ได้เลย แค่เดินดูชีวิตต่างๆบนโลกย่อใบนี้ก็เพลินแล้ว ไหนจะมีต้นไม้แปลกๆ กาฝากเกาะตามลำต้นให้สีด่างสวย มอสสีเขียวจัดเกาะก้อนหินสีเข้ม เฟิร์นเขากวางอันโตมโหฬารนั่งห้างทอดขาลงมาจากยอดต้นยาง แมลงและมดแปลกๆ ผีเสื้อร่าเริง นกที่สวยมหัศจรรย์ที่เราได้เดินดูกันเป็นเรื่องวิเศษ ฯลฯ ทุกอย่างนี้ฟรี

ชีวิตกลางป่าเขานั้นสนุก จริงใจ แข็งแรง เด็กๆมีแววตาและรอยยิ้มที่บอกทั้งโลกว่าเรามีธรรมชาติคอยให้ชีวิต ส่วนจิตใจนั้นยกให้อัลลอฮ์ดูแล แต่ลึกลงไปใครจะรู้บ้างไหมว่าเห็นยิ้มๆแบบนี้ เด็กบางคนในที่นี้ต้องกลับไปหลังแคมป์เลิก กลับไปหาบ้านสู่ความว่างเปล่าเนื่องจากพวกเขาได้สูญเสียพ่อแม่หรือญาติไป ไม่มีใครรอพวกเขาอยู่ที่บ้านนอกจากเพื่อนบ้านที่อาสามาดูแลให้ชั่วคราว เด็กๆหัวเราะร่าเริงแต่เมื่อให้วาดรูป บางคนวาดรูปพ่อแม่พวกเขาถูกยิงถูกทำร้าย ช่างน่ากลัวและสงสารยิ่งนัก เรื่องราวร้ายๆเหล่านี้จะฝังลึกลงรากในดวงวิญญาณของพวกเขาอย่างไม่มีวันหาย โชคดีก็เพียงแต่จะเจือจางลงไปตามกาลเวลาและโอกาสเยียวยาหากมาถึง

หัวใจบริสุทธิ์เหล่านี้จะต้องแตกสลายไปอีกกี่ดวง... ชีวิตจะต้องดับสิ้นไปอีกกี่คน... วิถีชีวิตสงบสุขจะมีวันหวนกลับมาหรือไม่... อิสรภาพในการดำรงชีพอย่างไม่ต้องระแวงว่าตนหรือคนในครอบครัววันนี้จะมีโอกาสกลับมาบ้านหรือเปล่า... เมื่อใดฝันร้ายจะยุติ... พวกเขาจะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นคนๆหนึ่งที่มีความสุขของสังคมหรือไม่... บาดแผลทางกายและทางใจจะมีวันหายเจ็บหรือเปล่า...

คำถามเหล่านี้...ใครจะเป็นคนตอบ?

สักวันหนึ่งในอนาคตเราจะมีสวรรค์กลับคืนมาในภาคใต้ ที่ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสงบสุขเรียบง่ายตามครรลองของชาวบ้านแต่เดิม สักวันหนึ่งในอนาคต ปักษาจะออกบินหากินเลี้ยงดูครอบครัวตนได้อย่างเปรมปรี ไม่ต้องร่ำรวย ไม่ต้องมากวัตถุ ไม่ต้องร่ำร้องความทันสมัย แต่อบอุ่นและร่มเย็น สักวันแววตาของผู้คนโดยเฉพาะเด็กๆจะสดใสไร้เงามืดมาครอบงำ

...นี่คือความฝันของฉันยามหลับ และมั่นใจว่าคงเป็นสิ่งเดียวที่ปักษ์ใต้ต้องการ ณ ตอนนี้...

รายวัน

posted on 23 Jun 2009 00:00 by hazy-rain  in Diary

ช่วยฟูถ่ายหนังสั้นเสร็จแล้ววันนี้

สงสารคนดูกับเพื่อนที่ต้องเป็นคนตัดต่อจัง...

T^T บวมมากๆอ่ะ แง๊แงๆๆ

 

 

 

 

เสร็จแล้วนั่งมอไซค์ไปเรียนต่อ

วิชานี้โดดเรียนแล้วจะแอบคิดถึง

เพราะอาจารย์สอนสิ่งที่มันไม่ได้หาอ่านจากหนังสือได้ง่ายๆ

 

ลองนึกถึงหัวอกของอาจารย์

ที่จะต้องมาสอนพวกเราซึ่งไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะมาก่อนเลย

การที่จะต้องมาสรุปเรื่องราวศิลปะที่น่าสนใจ

และมีสาระสำคัญสุดของประวัติศาสตร์กว่าพันปีภายในสองชั่วโมงครึ่ง

...

คงเป็นเรื่องยาก

 

 

แต่อาจารย์ก็ทำได้

แถมดูมีความสุขอีกด้วย

ใครจะฟังใครจะหลับ

ใครจะโดด ใครจะแอบออกไปนอกห้อง

 

อาจารย์ก็ยังสู้ตาย

พูดเล่าเรื่องราวต่างๆต่อไปอย่างมีความสุขสุดๆอ่ะ

แววตายิ้มได้

ลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

 

แทบจะต้องเอาไ้ม้สอยอาจารย์ดึงกลับมาสูโลกแห่งความเป็นจริง

 

น้ำเสียงตื่นเต้นด้วยนะ

จะบอกให้

คิคิ...

 

 

แกหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งประวัติศาสตร์ศิลปะแล้วล่ะ

:p

น่าิอิจฉาคนที่เค้าอินกับสิ่งสวยงามในแบบฉบับของเค้าจังนะ

 

 

อาทิตย์ที่แล้วโดดเรียนเพราะติดงานนี่แหละ

แอบคิดถึงเลย

ไปหาหนังสืออ่านเอาเองก็ไม่มันส์เท่าอาจารย์

 (แถมอ่านไม่ทันด้วยล่ะ

ก็'จารย์เล่นสอนประวัติศาสตร์ศิลป์สองพันปีในคาบเดียวนี่หน่า!)

 

ถ้าต้องอ่านเองก็คงราวๆเกือบพันหน้าละมั้ง?

(ไปฟังจารย์ "เล่า" นิทานสนุกๆดีกว่า)

 ^^

 

 

 

พรุ่งนี้ประชุมกลุ่มทำโปรเจคท์กันต่อ

เรื่อง footprint

ในกลุ่มมีดาราถึงสองคน

หวาน ซาซ่า กับ จินนี่ นักแสดงช่องสาม

น่าร้ากกกก นิสัยดี ติดดิน ตลก แอ่นด์ สวยค่ะ

 

นอกนั้นก็มีมาลิ สาวน้อยผู้เรียบง่ายที่ข้ามน้ำข้ามดินมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

ใหม่ ผู้หญิงที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นเป็นที่สุด

และ น้องนุช สุดท้อง ตัวเล็กแต่เผ็ด

เสพย์ศิลปะเป็นว่าเล่น รู้เรื่องศิลป์กับสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าใคร

และ...ดิชั้นเอง....

สาวแก่ผู้นั่งคิ้วขมวด ตั้งใจฟังอาจารย์เต็มร้อยเสมอ

แต่...พอกลับบ้านก็เผลอเอาแต่นอนฮ่ะ...

-_-T

 

 

 

 

ยังนึกไม่ออกว่าเราจะทำอย่างไรให้มันแตกต่างจากทุกคน

เพราะท่าทางกลุ่มอื่นๆก็ตีโจทย์เหมือนกันหมด

 

 

อืมมมม....

หรือว่าจะแหวกแนวไปเลยดี?

เอาแบบบ้าหลุดโลกไปเลย?

-_-''

 

 

เรียนโทไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

ตอนที่ตัดสินใจเรียนก็เพราะอยากท้าทายตัวเองนี่แหละ

เหมือนว่าถึงเวลาแล้วที่ฉันอยากพัฒนาตัวเอง

เหมือนมันเสี้ยนความรู้ใหม่ๆน่ะ

 

 

แล้วเป็นไงล่ะ...

ได้เป็นซากแห้งตายคาโขดหินสมใจอยากแน่ๆคราวนี้

 

 

เข้าใจแล้ว ไอ้พวกที่บ่นๆกันตอนเรียนโทว่ามันเหนื่อยยังไง

 

ไอ้เราก็...เอ๊... ก็แค่เรียนๆไปไม่ใช่หรอ

 

 

พอมาเรียนเอง ยังไม่ถึงเดือนก็เข้าใจดีแท้แล้ว

ที่แท้มันเหนื่อยใจนี่เอง

 

เพราะเรียนโทไม่เหมือนเรียนตรีเนอะ

ต้องอ่านเอาเองเยอะมาก

แล้วแก่ๆยังนี้ ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษยังนี้

...

ก็เลยจ๋อย เอบีซีไม่กระดิกเข้าหัวสมองเลย

อ่านแล้วผ่านไปเลย

 

ไม่ยักกะมีการตีความหรือบันทึุกข้อมูล

-_-

 

 

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา

อ่านไปได้แค่สิบหน้าเองง่ะ

 

T^T

 

 

บอกตัวเอง "ชิลลล์ๆๆๆๆๆๆๆ"

โอ๊ยยยย จะซีเรียสไปทำไมเนี่ย!

 

 

 

 

(ในขณะที่พิมพ์อยู่นี้

หันไปเห็นน้องแฮมสเตอร์อ้าปากหาวกว้างมากกกอ่ะ

แบบว่าเห็นฟันยาวๆกับลิ้นชมพูยาวๆเชียว

ฮิฮิ

 

หาวแบบอะไรจะหาวขนาดนั้นวะ

ปากแทบจะฉีกแล้วตลบไปหลังหัวอ่ะ

กรำ แฮมตู...)

 

 

 

 

 

เมื่อไรจะมี britains got talent อีกอ่ะ

ชอบอ่ะ สนุ๊กสนุก

ดูทีไร ขนลุก น้ำตาไหลทุกทีเลยเวลาเจอใครร้องเพลงเก่งๆน่ะ

 

 

 

ไปอ่านหนังสือก่อนดีกว่า

แอบง่วงเล็กน้อยยยย

ฮ๊าวววววว.....

(ดูซิว่าระหว่างเรากับแฮมสเตอร์ ใครจะหาวได้กว้างกว่ากัน)

 

Ghost @ Central World

posted on 16 Jun 2009 14:04 by hazy-rain  in Diary
 
 
 
แรกๆก็ถ่ายหนังผีกันนะคะ แบบว่าดิฉันบวมมาก คนดูอาจนึกว่าสมจริงจังเพราะผีมันอืดมาเรียบร้อยแล้ว สมจริงมาก
 
 
 
 
ส่วนพระเอกเป็นน้องแจ๊ก หล่อล่ำน่ารัก ให้ทำไรก็ทำ พวกพี่ๆรุมกันหยิกแก้ม รุมทึ้ง จับแต่งตัวถ่ายรูปซะงั้น กลายเป็นถ่ายแฟชั่นไป
น้องเค้าก็น่ารักนะ ว่านอนสอนง่าย ไม่มีงอแง ยอมให้พี่ๆรุมเล่นกัน
 
  สวยมะคนนี้.....
 
......ผ่างงงงงง.....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ระหว่างรอคิว ว่างๆไม่มีไรทำกัน หลังดิฉันแอบปั่นการบ้านเสร็จแล้วก็ลุกไปนั่งเม้าท์กันกับเพื่อนๆ
ถ่ายรูปเพื่อนบ้าง (แบงก์กับหมวย) ถ่ายด้วยมือถือนี่แหละ ปรับไรมากไม่ค่อยได้ แต่ออกมาก็โออยู่เนอะ
 
 
 
 

 
 
เพื่อนๆน้องๆขอรูปที่ถ่ายกันวันนั้นให้ส่งทางเมล์ ดิฉันเห็นจำนวนรูปในมือถือตัวเองแล้วก็แทบลมจับ
ขืนให้ส่งจริงๆ คงไม่ต้องทำอะไรแล้วทีเดียว
เลยขออนุญาติลงฮิฮ่านะคะ เพราะได้ข่าวเพื่อนทุกคนมีฮิฮ่าหนินะ ตอนแรกจะลงเฟซบุ๊ก แต่ไม่มีใครเล่นด้วยเลยฮ่ะ
เอ้า...ก็มาดูดกันไปเองตามอัธยาศัยนะคะ ไม่ชอบรูปไหนบอกด่วน จะลบออกไปจากประวัติศาสตร์ชาติไทยให้
เพื่อนจะได้ไม่อายค่ะ
 
 
 
 
ไว้เจอกันอีกทีเมื่อชาติต้องการค่ะ

ชีวิตติดปลายนิ้ว

posted on 08 Jun 2009 05:37 by hazy-rain  in Diary

ตอนนี้ติด youtube กับอ่านข่าวทาง twitter มาก

จริงๆแล้วอ่านข่าวทางเว็บธรรมดาก็ได้ แต่ชอบ twitter ตรงที่มันคั้นเฉพาะหัวกะทิของข่าวมาให้เราอ่านหัวข้อดูก่อน

ถ้าสนใจจะอ่านต่อก็กดลิงก์อ่านได้เลย

 

twitter ที่เมืองนอกเค้าส่งเมสเสจกันได้

แต่บ้านเรายังไม่มีบริการแบบนั้นที่เป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็ได้ร้ับความนิยมอย่างแพร่หลาย

จะมีบ้างก็เน้นเล่นบนเน็ทมากกว่า อย่างสนุกดอดคอมก็มี แต่ไม่ค่อยชอบหน้าตามันเลย ดูโบร่ำโบราณมากกกกก คนเล่นก็น้อย

เลยชอบเล่นในหน้าหลักของเว็บเค้าเลยจริงๆมากกว่า

 

อีกวิธีที่เล่นทุกวันคือผ่านมือถือที่ต่อเน็ทได้

โปรโมชั่นต่อเน็ทเดี๋ยวนี้ก็คุ้มนะึคะ มีหลายเจ้าให้เลือกซึ่งราคาก็เท่ากันเลย

 

โปรแกรมที่ใช้เล่น twitter บนมือถือก็มีหลายเจ้าเช่นกัน

ของไทยก็มี ของฝรั่งก็เยอะ

ตอนนี้ใช้ twikini อยู่ กับ pocketwit 

อันแรกจะเรียบๆง่ายๆกว่าอันที่สองที่มีลูกเล่นมากมาย

แต่จริงๆแล้วชอบ twikini กว่าค่ะ เพราะมันเรียบๆดี แล้วก็ส่วนตัวรู้สึกว่าใช้ง่ายกว่าแฮะ

ไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่ รูปแบบก็สวยงามดี

http://www.trinketsoftware.com/Twikini 

(สมัครลองใช้ได้ฟรี ใครอยากได้ไปเลยฟรีๆ ก็ซื้อได้ราคาสองร้อยบาทหรือจะขอฟรีโดยการแปะลิงก์เค้าไว้อย่างอาับันก็ได้ค่ะ)

รูปหน้าจอเป็นแบบนี้

http://www.trinketsoftware.com/Twikini/Themes.aspx 

ตอนนี้ีมี client (คนทำโปรแกรมให้เล่นทวิตเตอร์ได้บนมือถือ) หลายเจ้าเลย

คนไทยก็มี เดี๋ยวจะลองไปเล่นดูว่าเจ้าไหนลูกเล่นเยอะแต่เล่นได้ง่ายสุด

ใครรู้ใครเล่นอะไรอยู่ก็มาทิ้งข้อมูลแบ่งกันได้ข้างล่างนะเด้อคะ

 

เวลาจะอัพเดทข้อมูลหรือข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับตัวเอง

ก็พิมพ์ข้อความสั้นๆลงไปได้ เหมือนเป็นบล็อกขนาดจิ๋วที่เขียนได้ทีละไม่กี่บรรทัดนั่นเอง

(แต่พิมพ์ได้บ่อยไม่จำกัดครั้งนะคะ แต่ยังไงก็ดูเรื่องของค่าต่อเน็ทด้วยละกันในกรณีที่ต่อผ่านมือถือน่ะ)

สามารถใส่รูปได้ด้วย หรือจะส่งเว็บลิงก์ไปให้คนอื่นก็ได้

 

ใครสนใจอยากอ่านข่าวสาร หรือจะคอยตามอ่านข่าวคราวต่างๆของเืพื่อน ดารา นักการเมือง นักร้อง ฯลฯ ที่ตัวเองชื่นชอบชนิดติดขอบจอเลยล่ะก็ (ถ้าเค้าคนนั้นมีบัญชีทวิตเตอร์อ่ะนะ) ก็ลองไปสมัครฟรีกันได้ที่ www.twitter.com ดูนะจ๊ะ

ของอาบันคือ http://twitter.com/AhbunBkk  ค่ะ

 

 

 

 

เป็นหนังที่ทำให้เห็นว่าการยึดม่ั่นอยู่กับอุดมการณ์บางอย่างก็น่ากลัวนะ เพราะบางครั้งเราก็ถูกสอนหรือกล่อมให้เชื่อโดยไมต้องมีคำถาม เกือบๆจะผิดด้วยซ้ำถ้าสงสัย ตอนนี้้กำลังเล่น twitter เลย ใครมี account อยู่แล้วก็ตมมากันได้นะ ชื่อ AhbunBkk จ้ะ ปล Shaun Smith เป็นของช้าาาานนนน ชอบบุคลิก เสียงร้องมากๆ ; )

Grand Ramen ราเมงอร่อยคุุ้มค่า

posted on 16 Apr 2009 23:13 by hazy-rain  in Yummy

ใครที่ชื่นชอบราเมงและข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแต่เบื่อร้านเดิมๆที่เคยทานกันแล้ว ก็ลองหันมามองร้านราเมงแสนอร่อยราคาสบายๆที่ Grand Ramen ดูนะคะ

ไปไม่ยากเลย อยู่ซอยทองหล่อ ถ้าใครสะดวกขึ้นรถไฟฟ้าไปยิ่งสบายใหญ่เลย ปรู๊ดเดียวถึง แต่ต้องเดินเข้าไปหน่อยสักสองร้อยเมตร ความจริงก็เดินได้สบายๆอยู่แต่ถ้าขี้เกียจเดินก็นั่งมอเตอร์ไซค์ปากซอยหรือนั่งแท๊กซี่เข้าไปก็ได้ แป๊บเดียวถึง อยู่ตรงมุมโค้งทางฝั่งซ้ายมือเจ้าค่ะ

พอถึงมุมโค้งจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นสองร้านขนาบซอยเล็กๆที่เข้าไปจอดรถได้ (ข้างในเป็นเวิ้งมีเล้านจ์บริการหนุ่มเปลี่ยว ต้องมีเมมเบอร์ชิพราคาแพงเท่านั้นถึงจะใช้บริการได้ ผู้ชายหนอผู้ชาย อะไรจะว้อนท์ขนาดนั้น) อ้ะ กลับมาเรื่องอาหารต่อ... -_-'' ร้านฝั่งซ้ายจะเป็นเทปันยากิ ส่วนร้านทางขวาคือร้านราเมงที่วันนี้เราจะมาทานกันนี่แหละค่ะ

เมนูที่นี่จะเน้นราเมงรสชาติต่างๆ ข้าวแกงกะหรี่ และ side dish อื่นๆด้วย ที่สั่งมาทานวันนี้คือ ราเมงต้มยำกุ้ง ข้าวแกงกะหรี่หมูทอด และ ไข่เจียวปูอัด แฮ่มๆๆ น่ากินใช่ไม๊ล่า! :)

บรรยากาศร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นเรียบๆที่เน้นการใช้ไม้เป็นหลัก มีหนังสือการ์ตูนภาษาญี่ปุ่นไว้บริการลูกค้าด้วย ที่นี่มีชาวญี่ปุ่นมาทานกันเยอะเหมือนกัน มาทีไรก็เห็นคนญี่ปุ่นอยู่เรื่อยๆ แสดงว่ารสชาติคงไม่น่าผิดหวังนักสำหรับเจ้าของตำหรับเนอะ

 

ราเมงต้มยำกุ้งมาถึงโต๊ะเป็นอย่างแรก โหย... แว๊บแรกนะ กลิ่นหอมฉุยแตะจมูกเลย ไอร้อนๆของน้ำซุปสีข้นมีน้ำพริกเผาลอยสีสวยน่ากิน หอมยั่วน้ำลายจนสอปาก พอตักเข้าปากก็ถึงกับตาโตร้องอื้มมมม... ประทับใจในความเข้มข้นแบบไทยแท้ เพราะมีทั้งตะไคร้ฝาน ข่าแว่น ใบมะกรูดฉีก ผักชีซอย พริกแดงหั่นแว่นเฉียง แผลงรสชาติจัดจ้าน รสเปรี้ยวแบบมะนาวแท้ น้ำซุปกลมกล่อมหอม เค็ม เปรี้ยว เผ็ดแบบกำลังพอดี กุ้งก็สด กัดทีก็เด้งดึ๋ง กรุบๆกรอบๆ ออกเค็มนิดๆที่ปลายลิ้น ส่วนเส้นราเมงไข่ก็เหนียวนุ่มยืดหยุ่น พร้อมเห็ดฝางหั่นครึ่งที่ไม่เหม็นเหียนแบบของเก่าเก็บ ที่แปลกเล็กน้อยคือหอมแดงซอยบางๆนี่น่ะสิ แต่ก็ไม่ทำให้รสชาติเพี้ยนไปแต่อย่างใด กลับอร่อยขึ้นด้วยซ้ำ เป็นเมนูแรกที่ชิมแล้วอาบันขอแนะนำให้ไปลองกัน รับรองไม่เพี้ยนแบบราเมงเจ้าอื่นที่แปลงต้มยำกุ้งบ้านเราจนกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ชิมแล้วปูแล่งๆ แบบแค่ใส่พริก น้ำส้มสายชู ข่า ตะไคร้ลงไปในน้ำซุปญี่ปุ่น แล้วตั้งชื่อในเมนูว่าต้มยำกุ้ง แบบนั้นไม่อร่อยจริง แต่นี่อร่อยใช้ได้เลยล่ะ อร่อยแบบต้มยำกุ้งน้ำข้นไทยๆ พร้อมเส้นราเมงเหนียวยุ่นแบบญี่ปุ่น ถือว่าลงตัวที่สุดชามหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ อาบันแนะนำ!

 

ส่วนข้าวแกงกะหรี่หมูทอดก็รสชาติอร่อยนะ แอบจิ๊กมาชิมๆก็ให้ผ่าน อร่อย หมูทอดไม่เหนียว อร่อยแบบกรอบนอกนุ่มใน ผักดองกับแกล้มอร่อยกำลังดี ส่วนแกงกะหรี่ก็อร่อยเข้มข้นด้วยเครื่องเทศ มันฝรั่ง แครอทเพ่ิมรสชาติเป็นอย่างดี เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปแบบเค็มนุ่มๆ (งงมะ คือไม่เค็มแหลมไง;p)

 

ส่วนอีกจานคือไข่เจียวปูอัดราดซอส อร่อยอ่ะ ชอบค่ะ ไข่เจียวร้อนๆนุ่มๆเต็มไปด้วยเนื้อปูอัด ราดซอสข้นๆ (เอ๊ะ เรียกว่าอะไรนะ สีน้ำตาลใส เค็มๆหวานนิดๆ) กินกับราเมงก็ไม่เลว สั่งมาเป็นจานกลางก็ใช้ได้เลย

ที่สำคัญ ราคาทั้งหมดนี้ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับ หนึ่ง ปริมาณ สอง รสชาติ และสาม ความสะอาด จำได้ว่ากินจนอิ่มแปล้ไปเลย อิ่มจนนอนแล้วยังเรอเอิ้กออกมาแบบว่า... อุ้ฟฟฟ... อิ่มมม... อยู่เลย แล้วยังอร่อยอีกด้วย

ใครกำลังหิว คิดไม่ออกว่าจะไปกินที่ไหนดี ลองไปชิมที่ร้าน Grand Ramen ดูสิคะ ซอยทองหล่อ ซ้ายมือตรงมุมโค้งเจ้าค่ะ อาบันแนะนำ!  

แมวเที่ยวเกาะเสม็ด

posted on 09 Apr 2009 13:33 by hazy-rain  in Travelling

ระนอง ระยอง ยะลา

ระนอง ระยอง ระยา

ยะนอง ยะยอง ยะยา

 

ไประยองกับยูนและน้องชายสุดเลิฟสองวันกับอีกหนึ่งคืน ออน อะ ภารกิจ เพื่อเที่ยวและติดต่อเรื่องไข่ปลาหมึกกระดอง ไปแบบไม่ได้วางแผนอะไร อยากไปก็ไปกันเล้ย!

เที่ยวคราวนี้มีสมาชิกร่วมเดินทางเพิ่มอีกหนึ่งคน เอ๊ย ตัว นั่นก็คือน้องเฟลิซนั่นเองงงง เฟลิซไม่เคยออกนอกบ้านไกลๆอย่างนี้มาก่อน ถึงกับเครียด ร้องเหมียวๆตลอดทาง กลุ้มเลยนะเนี่ย แต่ยังไงก็อยากให้มันชินกับการอยู่ข้างนอกบ้าง ไม่งั้นจะกลายเป็นแมวคุณหนูขี้ตื่นตระหนก ซึ่งไม่ดีเลย...

เฟลิซชอบนั่งตักคนขับ ตอนนี้สีขนค่อยๆจางลงจนออกขาวเทาแล้ว

 

ขาไปฝนตกนิดหน่อย ฟ้าดูอึมครึม ซึ่งสเป็กอาบันเลย อาบันแปลกคน ชอบเที่ยวตอนฝนตก มันโรแม๊นซ์น่ะ

 

หลังจากถึงตัวเมืองระยอง ก็แวะทานข้าวเช้ากันก่อน นั่นก็คือร้านข้าวมันไก่บางบอนนี่เอง ไม่ได้เลือกอะไรมาก่อนหรอก จริงๆแล้วอยากทานร้านสุดโปรดที่เคยมาทานเมื่อสองปีก่อนให้ได้ ชื่อร้านฮอยอัน เป็นร้านอาหารเวียดนามที่อร่อยมากๆ บรรยากาศใช้ได้ แต่มาคราวนี้หาไม่เจอแฮะ อดเลย พอผ่านร้านข้าวมันไก่บางบอนนี้เข้า เห็นคนนั่งกินเยอะมาก เลยแวะดีกว่า พาน้องเฟลิซลงไปด้วย เพราะจอดรถไว้ข้างถนนกลางแดดร้อนๆ ขืนทิ้งเฟลิซเอาไว้ มีหวังเป็นแมวอบซอสตายแหงๆ

สั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำปลามาเพราะคาดผิดว่าจะเป็นน้ำข้น อืม น้ำใสมาเลย รสชาติก็ไม่ค่อยกลมกล่อมสักเท่าไหร่ อันนี้ไม่ผ่านแฮะ ส่วนข้าวมันไก่ทอดก็เฉยๆ เหมือนไก่แอบแข็ง น้ำซุปแอบเค็มไปหน่อย แต่ก็ประทังท้องไปกันก่อนได้ละน่า

 

ระหว่างทางไปบ้านเพก็แวะอุทยานซะหน่อย ไม่มีอะไรให้ดูเท่าไหร่ อาจจะเพราะมันกำลังร้อนมากๆอยู่ก็เป็นไปได้ด้วยแหละ

 

แต่ที่ขำคือป้ายนี้

ดูสัญลักษณ์ จุดชมวิว ของเค้าสิ โคตรตลกเลย ก๊ากก กั่กๆๆ มันชมวิวตรงไหนเนี่ย ถ้าฝรั่งอ่านไทยไม่ออกแล้วต้องการความช่วยเหลือเนี่ย เค้าจะเข้าใจมะว่าสัญลักษณ์เนี้ยแปลว่าอะไร อ่ะ ลองถามตัวเองดูดิ

 

พาอาเฟมาเดินเล่น ใส่สายรัดอกให้ด้วย เผื่อมันวิ่งหนีจะได้จับได้ มันกลับกลัวมากๆ เอาแต่วิ่งไปซ่อนในพงเนี่ย 

 

 

พอมาถึงท่าเพ ก็ถึงคราวต้องเลือกท่าเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะเสม็ดกันแล้วล่ะ ที่ผ่านมาชอบใช้บริการท่าเรือที่อยู่ติดกับตลาดเลยน่ะ แต่คราวนี้พี่แทนอยากลองของใหม่ ลองใช้บริการท่าเรือโชคกฤษดาซึ่งอยู่ห่างออกมาจากท่าเรือฮิตๆหน่อย แต่มีที่จอดรถกว้างดี ค่าเรือไปกลับคนละ 100 บาท ค่าจอดรถทิ้งไว้คันละ 80 บาท (แพงใช้ได้นะเนี่ย แต่เอาฟะ จอดข้ามคืนหนิ) ปรากฏว่าการได้นั่งเรือของเจ้าที่ไม่ฮอตมากๆเนี่ยก็มีข้อดีเยอะนะ เช่นไม่ต้องเบียดกับใคร ออกตรงเวลา ดีออก ฉลาดขึ้นอีกอย่างนึงแล้ว

 

คราวก่อนพักที่หาดทรายแก้ว ริมซ้ายสุดของหาดเลย ได้บ้านพักแบบยกขึ้นตรงเนินเขาใกล้ๆกับชายทะเล สวยมาก ชอบตรงที่มีระเบียงกว้างๆลอยทอดออกไปจากตัวบ้าน คราวที่แล้วได้ราคาพันสองต่อคืน ห้องแอร์ รู้สึกว่าคุ้มค่ามาก คราวนี้มาเลยอยากได้รีสอร์ทเดิม ห้องเดิมอีก

เจ้าหน้าที่ที่ท่าเรือโทรไปจองให้ บอกว่าห้องธรรมดาเต็มหมดแล้ว เหลือแต่ห้อง VIP ราคาอัพเป็นสองพันห้า!!! ก๊อดดด นี่มันเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลยหนิ! เค้าบอกว่าช่วงนี้ไฮซีซั่น เลยห้องเต็มหมด ห้องที่ว่านั้นตอนนี้ไฮซีซั่นก็ขึ้นเป็นพันห้าแล้วด้วย เหลือแต่ห้องแพงๆ แต่ด้วยความงอแงที่อยากได้ที่พักเดิม (นี่ถือเป็นลูกค้าที่ลอยัลมากๆ) เลย เอาก็เอาวะ เพิ่มอีกสองร้อยค่าเตียงเสริม (มาสามคน) สองพันเจ็ดก็สองพันเจ็ด... สู้โว้ยยยย!!!

หลังจากนั่งเรือมาได้สักสี่สิบนาทีมั้ง ก็ถึงเกาะเสม็ด แล้วนั่งรถกระบะสองแถวอีกยี่สิบบาทมาถึงหาดทรายแก้ว เดินเข้ามาอีกนิดเดียวก็เจอรีสอร์ทของพวกเรา ชื่อ แหลมใหญ่ ฮัท รีสอร์ท

 

เอ้า ไหน ห้องวีไอพีของพวกเราเนี่ย ไหนขอดูหน่อยซิว่าอลังการแค่ไหน ทำไมแมร่งแพงกว่าตั้งเท่าตัว มีทีวีจอพลาสมาขนาดใหญ่ป้ะ มีอ่างอาบน้ำป้ะ ห้องกว้างขนาดไหน? ตื่นเต้นๆๆๆๆๆ...

พอเจ้าหน้าที่เดินมาส่งถึงหน้าบ้านที่จองไว้ ก็ถึงกับตะลึงงัน... ตื่นเต้นๆๆ ตื่น...เต้.....

เฮ้ย! อะไรวะ! นี่มันห้องธรรมดาชัดๆ เหมือนห้องที่เคยมาพักไม่มีผิด ต่างก็แค่ตรงที่อยู่บนหาดไม่ใช่บนเนินเท่านั้น! ขนาดห้อง ห้องน้ำ พื้นที่ อะไรไม่ได้ดีกว่าเลย มิหนำซ้ำ ระเบียงยังห่วยกว่า เก้าอี้กับโต๊ะหน้าระเบียงก็ห่วยกว่าเห็นๆ เก่ากว่าด้วย! แอบเคียงนะเนี่ย นี่หรอฟะวีไอพีของแก! สองพันเจ็ดของตู... ฮือๆๆ

เสียดายบ้านหลังเดิมมีคนอยู่ซะแล้ว เฮ้ออ.... พอเหลือบไปมองให้ตัวเองเจ็บใจเล่น ก็ถึงกับตะลึงงันรอบสอง... ห้องไม่มีคนอยู่เจ้าค่ะ เอ๊ะ นี่มันยังไงๆซะแล้วเนี่ย สงสัยท่าเรือพูดไม่รู้เรื่อง ไปคุยกับรีสอร์ทเองเลยดีกว่า

ไปถึงขอคุยกับพี่ส้มหน่อยค่า (ท่าเรือเค้าบอกว่าติดต่อคนนี้มา) พี่คะ จริงๆอยากได้ห้องเบอร์ H11 ที่อยู่บนเนินเขาน่ะค่ะ เห็นว่าห้องยังว่าง ยังไงขอเปลี่ยนห้องได้ไหมคะ

ได้ค่ะ นี่ค่ะกุญแจ

(อ้ะ ง่ายจริงเว้ย) ขอบคุณค่ะ อ้อ จ่ายค่าเตียงเสริมแล้วด้วย ช่วยมาส่งด้วยนะคะ แล้วก็ขอหมอนกับผ้าห่มอีกผืนด้วยค่ะ

(ค่ะ ได้ค่ะ)

 

เย้ๆๆ ลิงน้อยลัลละลาเดินกระโดดไปบอกพี่แทนกับน้องเลิฟว่า ย้ายห้องกันเถอะพวกเร้า! ดีใจจริ๊ง ชอบห้องนี้มากกว่าน่ะ รู้สึกว่าไพรเวทกว่าด้วย ห้องตะกี๊มีคนอยู่แล้วท่าทางจะก๊งกัน ต้องเสียงดังแน่ๆ ไม่ชอบอ่ะ ตรงนี้เงียบกว่า เดินไม่ไกลมากด้วย สวยกว่า วิวดีกว่า ชอบๆ

บันกับน้องชายนั่งกอดคอห้อยขาที่ริมระเบียง ลัลลัลลา.... ฉลาดจังเรา ได้ห้องนี้แล้ว ดีกว่าห้องวีไอพีตั้งเยอะ ฮิๆๆ เอ๊ะ... แต่ห้องนี้ก็ต้องถูกกว่าด้วยเด่ะ พี่ที่ท่าเรือบอกว่าพันห้าหน้าไฮซีซั่นหนิ ไปขอตังค์คืนดีก่า หูว... เราฉลาดจริงๆเล้ย

ว่าแล้วก็เดินลั๊ลลาไปหาพี่คนเดิม

บัน___ เอ่อ พี่คะ เปลี่ยนห้องแล้ว อย่างนี้ต้องลดราคาด้วยถูกไหมคะ เพราะว่าไม่ใช่ห้องวีไอพีแล้ว

คุณส้ม___ อ่อ... ราคาเท่ากันค่ะ

บัน___ เห.....????

คุณส้ม___ คือ... สองพันห้าเท่ากันค่ะ

บัน___ แต่... เอ๊ะ พี่คะ แต่จริงๆแล้วเราแจ้งชัดเจนเลยนะคะว่าอยากได้ห้องสีครีมริมเนินเขาน่ะ เค้าบอกว่าเต็มแล้ว แต่นี่ห้องยังว่างก็น่าจะลดให้นะคะ เพราะราคาห้องแอร์ธรรมดากับห้องวีไอพีก็ต่างกันหนิ

คุณส้ม___ ราคาเท่ากันค่ะ (แล้วก็อธิบายอะไรสักอย่างที่ฟังดูไม่ค่อยเมคเซ้นส์เท่าไหร่จนตูงง) ราคานี้ตลอดแหละคะ (หน้าตามั่นใจมาก) ห้องบนเนินนั้นราคาเท่านี้เลยค่ะ

บัน___ อืม แต่เคยมาพักที่นี่ ห้องนั้นเลย ได้ราคาพันสองเองนะคะ... (เสียงเริ่มต่ำ)

คุณส้ม___ (ทำหน้าตกใจ) ...​เคยมาแล้วหรอคะ ถ้างั้น... เอ่อ อ่า ก็คงหลายปีมาแล้วมั้งคะ

บัน___ (เสียงต่ำลงเรืื่อย เป็นอาการของอาบันเวลาเก็บอาการโกรธ) ปีที่แล้วนี่เองค่ะ เดิมที่เคยมาพักน่ะค่ะ มีที่พักอื่นถูกกว่าเราก็ไม่เอานะคะ อยากกลับมาเป็นลูกค้าที่เดิมอีก

คุณส้ม___ เอ้อ หรอคะ สงสัยพักหลายคืนน่ะค่ะ เลยได้ราคานั้น

บัน___ (ต่ำลงอีก) เปล่าคะ คืนเดียวเหมือนวันนี้เลย

คุณส้ม___ (ทำหน้าเหวออีก) เอ่อ อ่า สงสัยมาช่วงโลว์ซีซั่นล่ะสิคะ ราคานั้นช่วงโลว์ค่ะ

บัน___ (ต่ำสุดขีด เสียงเริ่มแผ่วเบาลงเรื่อย ความโกรธจุกคอ) เปล่าคะ มาประมาณนี้เลยค่ะ เอ๊ะ ยังไงคะเนี่ย ราคาเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลยหรอคะ

คุณส้ม___ เอ่อ อ่า คือ ตอนนี้ราคาขึ้นเท่ากันหมดแล้วค่ะ

.....ทึ้ง.....!!!! จบข่าว เถียงไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ ท่าทาง ถอยกลับด้วยความจ๋อยปนโกรธว่าเอาเปรียบกันขนาดนี้เลยหรอเนี่ย

พอกันที กับความ customer loyal ที่เราอุตส่าห์มีให้ หน้าหงิกสุดๆแต่ไม่โวยวายนะ เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์แล้ว เค้าเก็บตังค์ไปแล้วหนิ คงไม่คืนให้หรอก ประมาณว่าอ้อยเข้าปากช้างน่ะ ต่อไปก็ทำการบ้านดีๆก่อนละกันเนอะ จะได้ไม่เสียค่าโง่อีก

เอาล่ะ ขี้เกียจงอนแล้ว เดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก ไปเล่นน้ำกันดีกว่าเรา เย้!

 

 

ตอนบ่ายเล่นน้ำทะเลกัน เจอตัวประหลาดนี้ด้วย พี่แทนสนใจมาก สมกับเป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ เดินตามดำน้ำตามเป็นชั่วโมงจนพวกเราพลอยต้องสนใจไปด้วยเลย มันมีขนๆยาวๆเป็นหนามสีแดงเหลือง พอพลิกตัวอีกด้านก็เป็นปล้องๆนิ่มๆสีขาวชมพูอ่อน พอพี่แทนเอามือไปจับตัวมัน ก็มีเข็มเล็กๆแทงติดปลายนิ้วมาด้วย -_-' เล่นน้ำกับเลิฟสนุกมากๆ เราเอาแต่เกาะหลังเลิฟเพราะไม่กล้าเอาเท้าเดิน กลัวเจอตัวประหลาด อีกอย่างเลิฟสูงกว่าเราเยอะด้วยแหละ 

ที่เห็นเป็นขนสีเหลืองๆคือพายของมัน เวลาว่ายจะพร้ิวสวยมาก

 

ตกดึกไปทานข้าวกันบนชายหาด ที่นี่เค้าจะปูเสื่อบนทรายแล้วเอาโต๊ะญี่ปุ่นกับหมอนอิงวางทับอีกที อาหารที่สั่งก็มีทั้งไทยและฝรั่ง ราคาก็รับได้นะ กินกันเยอะมาก ลืมถ่ายรูปมาอ่ะ มีข้าวผัดคุณโจ ปลากระพงทอดกระเทียม ข้าวผัดปู สเต้กจานร้อน ต้มยำกุ้ง ไข่เจียวกุ้งสับ ไก่ทอดคุณโจ (แข็งและเหนียวมาก คาดว่าเป็นไก่ขาดสารอาหาร น่องเล็กแกร็นเชียว) เครื่องดื่มกุ๊งกิ๊ง เบ็ดเสร็จก็พันนึงพอดี 

รสชาติกลางๆนะ ไม่ได้อร่อยมาก แต่ได้บรรยากาศ จริงๆแล้วเห็นร้านติดกันดังกว่า ชื่อพลอยทะเล พอสองทุ่มครึ่งปุ๊บก็จะมีการแสดงควงไฟให้ดู เป็นที่ฮือฮามาก แต่ที่ตลกกว่าคือคนพากย์ เป็นหนุ่มคนไทย สำเนียงอังกฤษแปลกๆ พูดเหมือนปิดปากพูดเลยฟังเป็นฝรั่งไปเลย แต่พูดเก่งนะ ขนาดพูดภาษาไทยยังเป็นสำเนียงอังกฤษไปด้วยเลย ฮา...

 

แต่ที่จะแนะนำคือ โรตีเจ้าค่ะ บนหาดนี้มีโรตีหลายเจ้านะ ของเรากินเจ้านี้ แนะนำรส cheese-egg หอม เค็มๆ อร่อยมากเลยล่ะ ใครชอบชีสต้องเลิฟอันนี้แน่ๆ หอมๆ มันๆ เค็มๆ ปนหวานของนมข้น

 

นั่งชิลล์กันจนห้าทุ่มก็กลับที่พัก คราวก่อนมากับพี่แทน ต่างคนก็ต่างเอาหนังสือมานอนอ่านกันไปด้วยเป็นชั่วโมง ชิลล์สุดๆ คราวนี้ไม่ได้เอาหนังสือมาด้วย แต่ก็คุยเล่นกันกับเลิฟ สนุกไปอีกแบบ

จ่ายเงินค่าอาหารแล้วก็ค่อยๆโยกเยกกันไปเล่นชิงช้าหน้ารีสอร์ทกันอีก สนุกมากเลย เชือกที่ผูกที่นั่งยาวมาก ลากมาจากกิ่งไม้บนต้นหูกวางนู่น เลยทำให้แกว่งได้สูงมากๆ เล่นเกือบชั่วโมงค่อยมาเล่นติงต๊องกันต่อในห้องพัก หัวเราะจนปอดจะฉีก ขำสุดๆก็เพราะไอ้โปรแกรม photo booth ของแมคนี่แหละ ขำกลิ้งไปเลย

 

เลิฟกลายเป็นตัวประหลาดหัวเห็ดปรมาณู (น้องตูอุบาทว์สุดๆ)

 

เฟลิซกลายเป็นกระต่ายหูยาว แขนยาว

อาบันกับพี่แทน กลายเป็นป๊อปอาย

 

 

ตื่นเช้ามาเช็คเอ้าท์ ระหว่างนั้นก็กินไก่เหลือง ส้มตำที่คนขายหาบมาขายด้วยก่อนตบท้ายด้วยอาหารตามสั่งที่ริมท่าเรืออีกทีเป็นอันเสร็จ

 

 

"ฮือๆๆๆ กระซิกๆ ดีใจจังได้กลับบ้านแล้ว ฮือๆๆๆ คราวหน้าไม่ต้องหวังดีพาหนูมาด้วยแล้วนะ!"

 

เฟลิซท่าทางดีใจมากที่เลยที่จะได้กลับเสียที เป็นความคิดที่ผิดมากที่พาเฟลิซมาด้วย เพราะอากาศมันร้อนมาก ขนาดคนยังทนไม่ไหวเลย แล้วไอ้แมวขนยาวเมืองหนาวนี่จะไปเหลืออะไร นั่งหอบลิ้นห้อยตลอดเวลา ต้องซื้อขวดน้ำเย็นเจี๊ยบใส่เข้าไปในกระเป๋าของเฟลิซ เพื่อให้มันนอนกอดขวดน้ำเย็นๆเป็นการระบายความร้อนไป น่าสงสารเฟสุดๆ มองหน้ามันทีไร มันก็หอบแฮ่กๆๆ ลิ้นห้อยยังกะหมา นั่งทำตาเศร้าๆ จะไม่เอามันไปเที่ยวที่ร้อนๆอีกแล้วอ่ะ พอขวดน้ำหายเย็นปุ๊บ เราก็ดื่มมันซะ แล้วซื้อขวดใหม่ที่กำลังเย็นเจี๊ยบมาใส่กระเป๋ามันต่อไป ช่วยได้จริงๆอ่ะ สงสารเฟฟฟฟฟฟ.... T^T

ตอนเล่นน้ำกันก็เอาเฟไว้ในห้องเปิดแอร์ไว้ให้ มันเอาแต่นั่งรอที่ริมหน้าต่างกระจก น่าสงสารสุดๆ ไม่เหมาะเล้ยยยย ถ่ายรูปไว้ด้วยแต่อยู่ในอีกกล้อง เดี๋ยวค่อยเอามาลงให้ดู น่าสงสาร

 

เที่ยวคราวนี้รวมเบ็ดเสร็จประมาณห้าพันบาทต่อสามคน รวมค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเรือ ค่าน้ำมัน สองวันหนึ่งคืน จริงๆจ่ายเกินโดยไม่จำเป็นก็ค่าท่ี่พักนี่แหละ นอกนั้นก็โอหมดนะจ้ะ 

จริงๆถ้าเที่ยวในระยองที่ไม่ต้องข้ามฟากไป จะถูกลงอีก อาบันเคยมาเที่ยวบ่อยๆ พักคืนละเจ็ดร้อยก็หรูมากๆๆแล้ว ปกติหาที่พักถูกและดีได้ อยู่ง่ายๆ ขอแค่สะอาดและปลอดภัยก็พอ แฮ๊ปปี้ได้ง่ายๆแล้วล่ะ  ^_^

 

 

บ๊ายบายมีนาคม

posted on 01 Apr 2009 13:12 by hazy-rain  in Diary

ช่วงนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่สองอย่างที่ต้องอัพเดทซะแว้วว:

  1. มีแมวแล้วน๊าค๊าาาา ชื่อน้องเฟลิซ (ชื่อเล่น อิ๊ว - เพราะเวลามันร้อง เสียงมันเล็กๆดัง อิ๊วววว...อิ๊วววว...ว..) เป็นแมวชินชิล่า (เปอร์เซียผสมอเมริกันชอร์ตแฮร์) น่ารักมากๆ ขี้อ้อน ติดคน
  2. สมัครเรียนโทที่จุฬา คณะบริหารจัดการศิลปะและวัฒนธรรม เพิ่งสอบสัมภาษณ์ไปเมื่อวาน รอผลวันศุกร์เนี้ย โอย ลุ้นระทึกมากๆ เพราะเค้าบอกว่าจะตัดออกอีกห้าคนหลังจากตัดไปแล้วเจ็ดจากสอบข้อเขียน ตื่นเต้นๆๆๆๆ กลัวๆๆๆๆ
ถ้าจะได้ก็ได้อ่ะนะ เพราะนี่ก็ทำสุดความสามารถแล้ว ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่จ๋อยยยยยเอง T^T
 
ที่เลือกเรียนคณะนี้ก็เพราะชอบศิลปะ ชอบการท่องเที่ยว ให้วาดเองก็วาดไม่เก่ง ให้เที่ยวเองก็คงจะไม่ได้ลุยไปทุกที่เหมือนพวกที่รักการท่องเที่ยวเข้าเส้นจริงๆ งั้นมาเป็นคนจัดการบริหารเองก็ได้ฟะ มาเป็นคนบริหารศิลปินอีกทีก็ได้ฟะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้หรือเปล่าเพราะคนอื่นๆก็เก่งๆกันทั้งนั้นเลย
 
ลุ้น (-/\-)
 
 
 
 
วันนี้ต้องไปเป็นล่ามหลังจากไม่ได้เป็นมานาน ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่ค่อยอยากรับด้วยแหละ เนื่องจากมันเป็นงานที่กดดันมากกกก (ย้ำ) คิดว่างานล่ามนี่นะเป็นงานที่เครียดที่สุด ต้องใช้สมาธิมากที่สุดทุกวินาทีหลุดไม่ได้เลย มันจะตึงเขม็งมาก พองานเลิกนี่อยากจะไปฉลองให้มันสุดๆทุกทีเลย ยังกะเพิ่งผ่านการคลอดบุตรออกมา เฮ้ออออ ถอนหายใจเฮือกใหญ่...
 
แต่ที่วันนี้รับปากเค้าไป ก็เพราะเค้าโทรมาขอหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่สองปีที่แล้ว เพราะตอนนั้นหลังจากที่ทำงานให้เค้ามาสองเดือนติดกันทุกวัน พอจบเฟสแรกก็ไม่ได้ทำต่อแล้ว เพราะเข็ด (ใครเคยเป็นล่ามประชุมต้องเข้าใจแน่ๆ) ตอนนั้นพอดีมีออฟเฟอร์ให้มาสอนหนังสือแทน เลยรีบตกลงเลย โชคดีมากๆๆ เพราะมีความสุขที่สุดเล้ย
 
ระหว่างนั้น เค้าก็หาล่ามใหม่ได้เรื่อยๆนะ แต่เหมือนยังไม่พอใจ ทำไมไม่รู้ (สงสัยไม่ทนเท่าเราแน่เลย ในห้องประชุมคือสงครามย่อยๆนี่เอง) จนเมื่อวานเค้าโทรมาจากเมืองนอกอีกที รบเร้าจนใจอ่อน เผลอตอบตกลงไปแล้วง่ะ 
 
งือๆๆ หวังว่าวันนี้ผู้ร่วมประชุมจะไม่สาดเลือดใส่กันนะ keep my fingers crossed....
 
โอ๊ะ! ถึงเวลาต้องออกเดินทางข้ามขุนเขาไปยังสถานที่ประชุมซะแว้วววววว ถ้าใครเจอศพดิฉันแถวๆมาบุญครองวันนี้ช่วยแจ้งทางบ้านให้ด้วยนะคะ T^T ศพอาจไม่สวย อาจมีรูพรุนเยอะหน่อย
 
 

กลอนสั้นทันใจ

posted on 26 Mar 2009 15:54 by hazy-rain  in Diary

แมวน้อยขนฟู ชอบนั่งดูปลา

ตอนเช้ามาหา มาเกาหัวตู

 

--------------------------------------

เธอเปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่เธอมีแมวตัวนั้น

เธอไม่เล่นกับฉัน เหมือนวันเก่า

 

(คำรำพันจากมาริจัง)

---------------------------------------

ขับรถเร็วรวด พุ่งพรวดเหยียบมิด

เร่งเกินร้อยสิบ แง... โดนริบใบขับขี่เลย

 

--------------------------------------

Beautiful Rain

posted on 26 Mar 2009 01:17 by hazy-rain  in Diary

บางครั้งการมองโลกผ่านหมอกผ่านฝนก็ให้ความรู้สึกที่สวยแปลกไปกว่าเดิม

 

 

Sometimes watching the world through fogs and drizzle can be surprisingly beautiful.  The view in front of my eyes becomes blurry as the rain has washed away its details, but somehow I can see myself better like the eyes of a hawk.  Strangely enough, things that seem to obscure your sensory perceptions like the rain and fogs, instead sharpen my insights.  When people quietly drowse by their window sills, spending every minute of their rainy days in total depression, my heart sings and meaningful words dance in my mind, speaking of beautiful words.  Perhaps my invisible implanted button to change into Romantic Mode is pushed when it rains.

 

I can't describe how beautiful it is, how different my feelings change when it rains.  Have you ever observed things that you see in your everyday life, things that are so mundane to you like that tree standing unnoticeable, or that  fretting wooden bench roasted by the scorching sun, suddenly beautified?  The tree now looks lively, its soaked leaves and branches grow brighter green.  The bench grins with a proud polish as it embraces the cold puddle on its surface.  There is love everywhere.

 

When it rains, the air seems to be fresher, things around you seem to be more real and that little bird inside you begins to chirp.  Your lungs greedily take in the new cool air as much as it can.  Instead of just one tree, the fat raindrops on the glass window duplicate it into countless tiny ones.  The world looks beautifully distorted.  Your fingertips feel cold against the hazy window.  And you just know you're happy.  

 

 

Viewing the world through haziness brings me in touch with reality within myself.  It is a joyful moment to gently pull my inner self's hand out and invite her to sit on that comfortable sofa.  We have a long talk about almost everything from stars to dust, dreams to reality, love to sadness, and most importantly, about ourselves.  It is the most honest conversation we can ever have.  We talk, we listen, we comfort, and we understand each other as we entirely open up.  At the end of the rain, we unite and walk on this planet with more confidence from better understanding.

 

Seeing the world through hazy rain can be really peaceful if we let ourselves feel.~