สวรรค์และนรกที่ร้าวราน ณ ดินแดนปักษ์ใต้
posted on 14 Aug 2009 04:20 by hazy-rainจู่ๆฝนก็ตกแบบฟ้ารั่ว เสียงฝนตกดิ่งจากฟากฟ้าสีทะมึนสู่พื้นคอนกรีตดังเหมือนอยู่ใกล้น้ำตกขนาดใหญ่ ฟังแล้วคิดถึงที่ที่หนึ่งที่เราไม่ได้ไปนาน คิดถึงน้ำตกปาโจในจังหวัดนราธิวาส คิดถึงเฟิร์นสีเขียวอ่อนจัด คิดถึงต้นไม้ลำต้นอวบใหญ่คนโอบไม่ถึง คิดถึงหินสีน้ำตาลเข้มที่นั่งสมาธินิ่งกลางสายน้ำ น้ำในน้ำตกทั้งเย็นจัดทั้งใสแจ๋ว ตรงกลางซอกหินมีน้ำขังตื้นๆ ปลาตัวเล็กสีน้ำตาลอ่อนใสว่ายไปมา คิดถึงรอยยิ้มของเด็กๆที่นู่น ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมตัวน้อยๆที่เคร่งครัดต่อกฏของอิสลามมากอย่างเต็มใจ เห็นตัวเล็กๆกันแบบนี้ ตื่นตีห้ามาละหมาดกันทุกคนไม่มีใครงอแงเลยสักคนเดียว ทุกเช้ามืด พวกเขาจะสวดมนต์กลางศาลาในอุทยานแห่งชาติสุไหงปาดีที่ร่วมจัดแคมป์เพื่ออนุรักษ์นกเงือกกับมหาวิทยาลัยมหิดล เด็กๆถึงจะเล็กแค่ไหนก็ตั้งใจทำละหมาดท่ามกลางแสงไฟนีออนสีขาวบนเพดานศาลาที่ถูกล้อมรอบด้วยความมืดและเงียบสงัดก่อนรุ่งอรุณจะเหยียดกายแทรกสู่นภาสีดำ
ก่อนหน้านี้เราไม่เคยไปเที่ยวป่าภาคใต้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีหลังๆมานี้ที่มีการก่อการร้ายชุกชุมในภาคใต้ โจรโหดร้าย ฆ่าตัดศีรษะคุณครูผู้บริสุทธิ์ ดักยิงพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ฆ่าพระระหว่างออกบิณฑบาตร ทหารและตำรวจถูกจับไปทารุณ ชาวสวนโดนลอบฆ่าและตัดหัวระหว่างกรีดยางตอนเช้ามืด แผ่นดินใต้ชุ่มนองไปด้วยเลือด ไม่มีใครกล้าไปปักษ์ใต้ของเราอีกแล้ว
แต่ท่ามกลางกำแพงและถนนเปรอะเลือดและโรงเรียนเงียบร้างเพราะรัฐฯประกาศปิดชั่วคราวเพื่อสวัสดิภาพของครูและนักเรียนอย่างไม่มีกำหนดในดินแดนใต้นี้ ยังมีสิ่งที่เรียกว่าความดีงามอยู่ ชาวบ้านทุกคนใจดีมากๆ เด็กๆก็ยังคงมีหัวใจของเด็กอยู่ เสียงหัวเราะสดใสของพวกเขาสามารถพาจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ฟังขึ้นไปยังสวรรค์ได้ ที่แห่งนั้นคงจะมีปักษาสีสดมากมาย มีท้องฟ้าสีครามกับเมฆสีขาวปุกปุยลอยฟ่องไปมาอย่างอารมณ์ดี ต้นไม้ใหญ่อายุกว่าร้อยปีให้ร่มเงา อุทิศมอบชีวิตแด่ทุกสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง
ในความทรงจำแห่งช่วงเวลาอยู่บนสวรรค์นั้น เด็กๆวิ่งเล่นกรี๊ดกร๊าดในลำธารสายเล็กๆที่บรรจุน้ำป่าใสเย็น เด็กผู้ชายแก่นๆหน่อยจะท้าทายเพื่อนให้แข่งกับตนว่าใครจะกางขาและต้านแรงน้ำได้เก่งที่สุด ส่วนเด็กหญิงมุสลิมจะค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งบนโขดหินริมลำธาร เอามือกวักน้ำเล่นอย่างกระมิ๊ดกระเมี๊ยนเรียบร้อย ใบหน้าที่ฉายสว่างออกมาจากผ้าคลุมศีรษะงามงดเปล่งปลั่ง เป็นความงามแบบไร้เดียงสาและระวังตน เด็กผู้หญิงชาวมุสลิมจะมีข้อห้ามและสิ่งที่ต้องพึงปฏิบัติมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการแสดงออก หาแต่ไม่ไร้ความเป็นมิตร ยามต้องเดินสวนกันทีไร พวกเธอจะสบตาและส่งรอยยิ้มอายๆให้ทุกครั้ง
ต่างกับเด็กผู้ชายที่ว่างทีไรเป็นต้องรีบพากันชวนมาดูคนแปลกถิ่นอย่างไม่อายใคร พากันจ้องมองการแต่งตัวและของพิศดารที่พวกเราเอามาด้วย พวกเขาตื่นเต้นกับไอพอด มือถือ กล้องถ่ายรูป ไม่ใช่ว่าพวกเขาป่าเถื่อนเสียจนไม่รู้จักเทคโนโลยี เพียงแต่ว่าชีวิตที่เรียบง่ายของพวกเขาเรียกร้องความทันสมัยน้อยจริงๆ
เด็กๆที่นี่ใส่เสื้อผ้าเรียบๆ บางตัวก็เก่าจนมีรูหรือรอยเปรอะเปื้อนบ้าง แต่ดูพวกเขาจะไม่เดือดร้อนอะไร ชีวิตมีพอแล้วทุกอย่าง ยอดผักใบหญ้ามันฝรั่งเนื้อสัตว์และปลาคืออาหารที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก บางทีก็ออกเดินไปหลังบ้าน เด็ดยอดผักมาทำแกงกินก็อิ่มอร่อยสบายแล้ว น้ำก็เอาจากลำธารป่านั่นแหละ เผลอๆจะสะอาดกว่าน้ำประปาของเราชาวกรุงเสียอีก ยามว่างหลังโรงเรียนเลิก น้ำตก ป่าเขา และทุ่งว่างคือสนามเด็กเล่นที่น่าอิจฉา
ตอนนั้นที่เราไปเล่นน้ำตก เด็กผู้ชายแก่นๆห้าหกคนกระตือรือล้นอาสานำทางและปกป้องอารักขาพวกเรา พี่ต้องเดินตรงนี้นะ ระวังตรงนี้นะ มันลื่น หินนี่มันลื่น เด็กๆเตือนเป็นภาษาไทยตะกุกตะกัก ต้องนับว่าพวกเขาจริงจังกับการปกป้องดูแลอาคันตุกะจริงๆ ใบหน้าเคร่งเครียดพลางคิดคำนวณเส้นทาง มีการส่งพลเพื่อนไปลองยืนบนหินก้อนนู้นก้อนนี้เพื่อทดสอบก่อนอนุญาติให้พวกเราเหยียบได้ ความไร้เดียงสากับน้ำใจที่ใสซื่อแบบนี้ทั้งน่าขันและทั้งน่าเอ็นดู อาคันตุกะเลยได้แต่อมยิ้มกลั้วะหัวเราะตลอดทาง หัวใจก็พองโตด้วยสุขจากน้ำใจที่ไหลล้นจากดวงจิตเล็กๆมายังพวกเรา
ศิลปินโปรดของเด็กโจ๋ขาซ่าส์ประจำกลุ่มคือวงแคลช ร้องได้เกือบทุกเพลง เป็นการร้องเพลงไทยสำเนียงแปร่งๆ การออกเสียงอาจจะไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์แต่รับรองได้ว่าลีลาการแสดงออกอารมณ์นี่เกินร้อยแน่นอน มีการหลับตาทำหน้าตาบิดเบี้ยวคล้ายกำลังคั้นอารมณ์ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเพื่อการแสดงสดในครั้งนี้ คาราบาวก็นี่ก็ฮิตประจำกลุ่มเช่นกัน แม้จะร้องได้แต่ท่อนฮุค "บัวลอยไอ้เพื่อนยากทำไมจากข้าเร็วเกินไป บัวลอยไปอยู่ที่ไหน ใครรู้บ้างไหม..." ที่เหลือก็มุมมิบตามทำนองไปเรื่อย จวบจนมาบรรจบกับท่อนฮุคนี่แหละ สักสี่เสียงจะตะเบ็งขึ้นมาพร้อมกันให้ครื้นเครง
ร้องรำทำเพลงจบก็ชวนกันไปเล่นบาส เด็กๆพวกนี้น่าอิจฉา ฉันคิด ความศิวิไลส์ของเมืองหลวงทำให้เด็กกรุงอย่างพวกเราต้องเล่นกับจอสี่เหลี่ยมเสียบปลั๊ก ไม่ก็เดินเล่น ซื้อวัตถุ กินอาหารราคาแพงระยับในห้างติดแอร์ เหงาๆก็ต่อเน็ทเล่นเกม แชท อ่านข่าวนินทาดารา สมัยนี้ข่าวบันเทิงจะโอ้อวดประโลมโลกีย์กันแต่เรื่องเดียว ใครจะมีเต้านมใหญ่กว่ากัน ใครจะมีเพศสัมพันธ์กับใคร และเรื่องคาวๆฉาวๆที่นักข่าวกับนิตยสารทำเงินได้มหาศาล ช่างน่าเบื่อ สนุกเท่ากับป่าเขาและลำธารไม่ได้เลย แค่เดินดูชีวิตต่างๆบนโลกย่อใบนี้ก็เพลินแล้ว ไหนจะมีต้นไม้แปลกๆ กาฝากเกาะตามลำต้นให้สีด่างสวย มอสสีเขียวจัดเกาะก้อนหินสีเข้ม เฟิร์นเขากวางอันโตมโหฬารนั่งห้างทอดขาลงมาจากยอดต้นยาง แมลงและมดแปลกๆ ผีเสื้อร่าเริง นกที่สวยมหัศจรรย์ที่เราได้เดินดูกันเป็นเรื่องวิเศษ ฯลฯ ทุกอย่างนี้ฟรี
ชีวิตกลางป่าเขานั้นสนุก จริงใจ แข็งแรง เด็กๆมีแววตาและรอยยิ้มที่บอกทั้งโลกว่าเรามีธรรมชาติคอยให้ชีวิต ส่วนจิตใจนั้นยกให้อัลลอฮ์ดูแล แต่ลึกลงไปใครจะรู้บ้างไหมว่าเห็นยิ้มๆแบบนี้ เด็กบางคนในที่นี้ต้องกลับไปหลังแคมป์เลิก กลับไปหาบ้านสู่ความว่างเปล่าเนื่องจากพวกเขาได้สูญเสียพ่อแม่หรือญาติไป ไม่มีใครรอพวกเขาอยู่ที่บ้านนอกจากเพื่อนบ้านที่อาสามาดูแลให้ชั่วคราว เด็กๆหัวเราะร่าเริงแต่เมื่อให้วาดรูป บางคนวาดรูปพ่อแม่พวกเขาถูกยิงถูกทำร้าย ช่างน่ากลัวและสงสารยิ่งนัก เรื่องราวร้ายๆเหล่านี้จะฝังลึกลงรากในดวงวิญญาณของพวกเขาอย่างไม่มีวันหาย โชคดีก็เพียงแต่จะเจือจางลงไปตามกาลเวลาและโอกาสเยียวยาหากมาถึง
หัวใจบริสุทธิ์เหล่านี้จะต้องแตกสลายไปอีกกี่ดวง... ชีวิตจะต้องดับสิ้นไปอีกกี่คน... วิถีชีวิตสงบสุขจะมีวันหวนกลับมาหรือไม่... อิสรภาพในการดำรงชีพอย่างไม่ต้องระแวงว่าตนหรือคนในครอบครัววันนี้จะมีโอกาสกลับมาบ้านหรือเปล่า... เมื่อใดฝันร้ายจะยุติ... พวกเขาจะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นคนๆหนึ่งที่มีความสุขของสังคมหรือไม่... บาดแผลทางกายและทางใจจะมีวันหายเจ็บหรือเปล่า...
คำถามเหล่านี้...ใครจะเป็นคนตอบ?
สักวันหนึ่งในอนาคตเราจะมีสวรรค์กลับคืนมาในภาคใต้ ที่ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสงบสุขเรียบง่ายตามครรลองของชาวบ้านแต่เดิม สักวันหนึ่งในอนาคต ปักษาจะออกบินหากินเลี้ยงดูครอบครัวตนได้อย่างเปรมปรี ไม่ต้องร่ำรวย ไม่ต้องมากวัตถุ ไม่ต้องร่ำร้องความทันสมัย แต่อบอุ่นและร่มเย็น สักวันแววตาของผู้คนโดยเฉพาะเด็กๆจะสดใสไร้เงามืดมาครอบงำ
...นี่คือความฝันของฉันยามหลับ และมั่นใจว่าคงเป็นสิ่งเดียวที่ปักษ์ใต้ต้องการ ณ ตอนนี้...
สวยมะคนนี้.....